News

อาคมเปิดอนาคตประเทศไทย “สินทรัพย์ดิจิทัล” สร้างโอกาสการลงทุน-สตาร์ตอัพ

รมว.คลังเผยเปิดอนาคตประเทศไทย ชี้โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่เชื่อมโยงดิจิทัล รัฐให้ความสำคัญการเติบโตสินทรัพย์ดิจิทัล “ก.ล.ต.-ธปท.” ดูแลใกล้ชิด สร้างโอกาสทางเลือกการลงทุน-สตาร์ตอัพ

วันที่ 24 มีนาคม 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “อนาคตประเทศไทยกับสินทรัพย์ดิจิทัล” ในงานสัมมนาสินทรัพย์ดิจิทัล Game Changer เดิมพันเปลี่ยนอนาคต จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยที่ผ่านมามีคนกล่าวว่าการที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเก่า

ขณะที่เศรษฐกิจปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด และความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังมองว่าเป็นปัญหาชั่วคราว ซึ่งรัฐบาลก็ได้ออก 10 มาตรการ เพื่อลดต้นทุนราคาพลังงาน บรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ตรงตามเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจแบบเก่ายังพึ่งพาการบริโภค โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเป็นหลัก เมื่อสถานการณ์โควิดเข้ามาจึงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ฉะนั้น โครงสร้างแบบใหม่ การท่องเที่ยวจะต้องพิจารณาการสร้างมูลค่าที่แตกต่างจากเดิม โดยเป็นการเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพ แทนการเน้นปริมาณ

ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่จะเชื่อมโยงโลกดิจิทัล ซึ่งจะเห็นได้ว่าจากที่โควิดเข้ามามีการลงทุนมนสินทรัพย์ดิจิทัลก็เติบโตขึ้น โดยปี 2563 จากศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่จดทะเบียนประกอบกิจการเพียง 9 ราย ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 14 ราย ขณะที่มูลค่าการซื้อขาย จาก 240 ล้านบาท ในปี 2563-2564 มีการซื้อขายเติบโตกว่า 4,839 ล้านบาท ส่วนมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จาก 9,600 ล้านบาท เป็น 114,000 ล้านบาท และมีผู้ใช้งานจาก 1.7 แสนราย เติบโตเป็น 2 ล้านราย

“นอกจากการลงทุนจากตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) ยังมีตลาดใหม่ ทั้งคริปโตเคอร์เรนซีที่มีการซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และโทเค็น ซึ่งมีภาคธุรกิจหลายรายเริ่มใช้เป็นการลงทุนในโทเค็น เพื่อเป็นทางเลือกในการระดมทุน แต่พัฒนาที่สำคัญส่วนนี้คือเรื่องบล็อกเชนเทคโนโลยี ซึ่งจะไม่ผ่านศูนย์กลาง สามารถระดมทุนโดยตรงไปที่ประชาชนได้ทันที ส่วน Utility token ในแง่การกำกับของภาครัฐคงต้องใช้เวลาสักนิดหนึ่ง แต่ในเรื่องของทั้ง 2 เรื่องนั้น เป็นเรื่องที่เราไม่ปฏิเสธ เพราะทางภาครัฐก็ให้ความสำคัญต่อการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล”

นายอาคมกล่าวว่า ส่วนการกำกับดูแลนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ใช้แนวทางในการกำกับดูแลผ่าน พ.ร.บ.สินทรัพย์ดิจิทัล ปี 2561 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลในด้านภาคการเงิน โดยทั้ง 2 หน่วยงานก็ดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการสิ่งที่จะมาทดแทนค่าตอบแทนนั้น ปัจจุบันทั่วโลกก็ยังไม่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัล อย่างไรก็ดี ธปท.ก็ได้มีการพัฒนา Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง โดยทั่วโลกก็ทำในเรื่องดังกล่าว

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล แต่การเติบโตก็ต้องระวัง ทั้งนี้ หากถามว่าโอกาส หรือประโยชน์ของสินทรัพย์ดิจิทัลมีอะไรบ้างนั้น แน่นอนว่าโอกาสจากทางเลือกของการลงทุนมีแน่นอน และยังมีสตาร์ตอัพ ในกลุ่มเทคโนโลยีด้วย”

นายอาคมกล่าวด้วยว่า การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล กระทรวงมีนโยบายต้องยึดประโยชน์ผู้ลงทุน ต้องคุ้มครองไม่ให้เกิดความเสียหาย ธปท.ก็ดูแลร่วมกัน และ ก.ล.ต. ก็อยู่ระหว่างยกร่าง พ.ร.บ.สินทรัพย์ดิจิทัล ให้กำกับดูแลครอบคุมมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการดูแลระบบเศรษฐกิจ คุ้มครองผู้ลงทุน ซึ่งฝากถึงผู้ประกอบการในคริปโตเคอร์เรนซี และโทเค็น ว่าการให้ข้อมูลลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ ความเสถียรทางระบบที่จะรองรับ หรือระบบซื้อขาย โดยเฉพาะโทเค็น ฐานะการเงินต้องมีความมั่นคง

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance

You may also like...